«

»

พ.ค.
31

แนวปฏิบัติที่ดีในประเด็นการจัดการความรู้

แนวปฏิบัติที่ดีในประเด็นการจัดการความรู้เรื่อง การบูรณาการการจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาการกับ STEM เพื่อเป็นแนวในการจัดการเรียนการสอน

การนำเทคนิคการสอนแบบ STEM มาใช้ในการสอนพร้อมกับการนำ A (Active learning และ Art) มาใช้ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจของนักศึกษาให้อยู่กับเนื้อหาของรายวิชาได้ดี นอกจากนั้นการประยุกต์ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบ active learning  ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมแบบ BBL (Brain Base Leaning) Problem Base,  Project  Base และ Flip Classroom มาสลับ และหมุนเวียนในการจัดการเรียนการสอนแต่ละสัปดาห์ มีผลทำให้ผลการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียนทั้งแบบรายบุคคล และแบบกลุ่มดีขึ้น ได้ผลงาน และชิ้นงานที่ดีและมีคุณภาพ

ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละกลุ่ม ปัญหาส่วนใหญ่คือผู้เรียนมีความรู้ และมีระดับความสนใจในห้องเรียนที่แตกต่างกันตามธรรมชาติของนักศึกษาเอง โดยเฉพาะในรายวิชาศึกษาทั่วไป ซึ่งอาจเป็นเพราะนักศึกษาคิดว่าเนื้อหารายวิชานั้นเป็นเนื้อหาที่สามารถหาได้ทั่วไปหรือนักศึกษามีความเข้าใจอยู่แล้ว และเนื้อหาของรายวิชาไม่ได้ลงลึกหางานวิชาการมาก แต่เป็นเนื้อหาวิชาที่สอนในทางกว้าง ทำให้นักศึกษามีความสนใจในห้องเรียนค่อนข้างน้อย  การนำการจัดการเรียนการสอนแบบ STEM ที่มีการผนวกเอา Art (STEM+A หรือ STEAM) เข้ามาใช้ร่วมกันทำให้สามารถดึงดูดความสนใจใจของนักศึกษาได้มากขึ้น  เช่น ในขั้นแรกอาจารย์ผู้สอนอาจทำการจัดเนื้อหารายวิชาใหม่ทั้งหมดโดยทำการถอดเนื้อหาจากคำอธิบายรายวิชา และจัดกิจกรรมให้สอดคล้องในแต่ละสัปดาห์นอกจากนี้อาจารย์ผู้สอนยังสามารถจัดกิจกรรมที่ให้นักศึกษาใช้ทักษะทางด้านศิลปะมาใช้ร่วมกับการเรียน โดยมีการตั้งโจทย์ในชั้นเรียนและมอบหมายให้นักศึกษาค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง มาทำการนำเสนอภายในชั้นเรียนซึ่งมีการผนวกทักษะทางด้านศิลปะของผู้เรียนที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบมาใช้ในการนำเสนอโจทย์ที่อาจารย์ได้กำหนดขึ้น ซึ่งผลการจัดกิจกรรมสามารถดึงดูดความสนใจของนักศึกษาให้อยู่ในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี

หลักการในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้การบูรณาการการจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาการกับ STEM 

  1. สร้างความสนใจของผู้เรียน สร้างกิจกรรมเพื่อดึงดูความสนใจของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น Active learning, Problems base หรือ Project base  นอกจากนี้ยังประยุกต์เอาทักษะทางศิลปะมาใช้เป็นกิจกรรมในการเรียนการสอน
  2. สำรวจและค้นหา มอบหมายให้นักศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้วยตนเองเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเอง
  3. อธิบายและสรุปผล สรุปเนื้อหาเพิ่มเติมจากผลการเรียนรู้ของนักศึกษาในประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ครบตามวัตถุประสงค์ของรายวิชา
  4. ขยายองค์ความรู้ นำองค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนเป็นพื้นฐานมาผนวกเข้ากับองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นชิ้นงาน สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมใหม่ หรือองค์ความรู้ใหม่
  5. ประเมินผล ทำการประเมินพฤติกรรมผู้เรียนทั้งแบบรายบุคคล และรายกลุ่ม ประเมินจากคุณภาพของผลงานหรือชิ้นงาน ประเมินผ่านการสอบย่อย การให้ผู้เรียนร่วมประเมิน และประเมินผลการเรียนรู้ตามเนื้อหารายวิชา และนำผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนถัดไป

stem20170531STEM เป็นการปรับแนวคิดหรือวิธีคิดของอาจารย์ให้สามารถเชื่อมโยงไปยังเทคนิคและเนื้อหาส่วนต่างๆ ของผู้สอน แล้วนำมาใช้ในห้องเรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น แล้วเกิดการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนั้นยังเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learning transfer)ระหว่างนักศึกษาเอง และระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ผู้สอน ผ่านกิจกรรม และเทคนิคการสอนแบบต่าง และหากเราต้องการให้เด็กมีการทบทวนความรู้ในเชิงลึกที่มากขึ้นก็ควรมีการประยุกต์ใช้การสอนแบบ Project based และProblem based ให้กับนักศึกษา อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีดังกล่าวมีข้อเสนอแนะจากนักศึกษาว่า งานหรือกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในห้องเรียนมีจำนวนมาก ทำให้ไม่มีเวลาในการทำงานของรายวิชาอื่น บางคนบอกว่าเรียนเหมือนไม่ได้เรียน  แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการดังกล่าวจะทำให้นักศึกษาได้กระบวนการวิธีคิด (Critical thinking) ซึ่งสามารถนำไปสู่การแสวงหาความรู้อื่นได้ตามที่เนื้อหารายวิชาต้องการ ดังนั้นจึงมีการประยุกต์ใช้ เทคนิคทางศิลปะ (Art) มาใช้ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนมีความสนุก และมีความยืดหยุ่นผ่านการจัดกิจกรรมทางด้านศิลปะที่สอดแทรกเข้ากับกิจกรรมทางวิชาการ   การจัดการเรียนแบบ STEM+A  ไม่มีสูตรสำเร็จที่บอกว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ผู้สอนแต่ละท่านจะต้องนำไปประยุกต์ใช้หรือทดลองใช้ภายในห้องเรียนว่ากระบวนการดังกล่าวที่เราได้วางแผนไว้ส่งผลสัมฤทธิ์ต่อการเรียนและความสนใจของนักศึกษาอย่างไรหากยังไม่สำเร็จก็นำข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องมาพัฒนาในการสอนครั้งถัดไป

สรุปแนวปฏิบัติที่ดีประเด็นการจัดการความรู้เรื่อง เทคนิคการเขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่อยู่ในฐาน Q1, Q2

งานวิจัยที่มีคุณภาพที่สามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่อยู่ในฐาน  Q1, Q2 

ผู้วิจัยจะต้องเตรียมผลงานที่ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  1. แสดงแนวคิดทางวิชาการที่ชัดเจน และถูกต้อง
  2. เป็นเรื่องที่ทันสมัย มีคุณค่า น่าสนใจ มีความถูกต้อง และมีแนวคิดของผู้วิจัยที่อยู่บนฐานของข้อเท็จจริงในเชิงวิชาการ
  3. คำศัพท์ที่ใช้ต้องถูกต้องตามหลักวิชาการและไวยากรณ์  และเป็นไปตามศัพท์ราชบัณฑิต
  4. มีการนำเสนอเป็นขั้นตอนและเข้าใจง่าย

การเตรียมบทความ

  1. ผู้วิจัยต้องอ่านนโยบายของสารที่จะตีพิมพ์ ขอบเขตของงานวิจัยที่ตีพิมพ์จะต้องสอดคล้องกับนโยบายของสารสาร
  2. ปฏิบัติตามคำแนะนำของวารสารอย่างเคร่งครัด เช่น รูปแบบของ file ที่จะ submit paper, format ของบทความที่เขียน

เทคนิคในการเขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่อยู่ในฐาน Q1, Q2

  1. การใช้ภาษาอังกฤษในการเขียนบทความวิจัยต้องถูกต้องตามหลักวิชาการและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
  2. การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน/นักวิจัย/ตีพิมพ์บทความกับนักวิจัยที่มีชื่อเสียง/นักวิจัยในสาขาเดียวกัน ที่อยู่ต่างมหาวิทยาลัย / นักวิจัยในสาขาเดียวกันที่เป็น reviewer /นักวิจัยที่เป็น editor
  3. ตีพิมพ์งานวิจัยพื้นฐานที่สามารถนำไปประยุกต์ในงานอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย
  4. ควรปรับปรุงในสิ่งที่ reviewer  แนะนำหรือเสนอแนะให้ครบทุกประเด็น
  5. เทคนิคในการอ้างอิง เช่น อ้างงานของสารสารที่ส่ง  เอกสารที่อ้างอิงไม่ควรเก่าเกินไป
  6. เทคนิคในการเขียนผลงานวิจัยที่ดี คือ การเขียนผลงานวิจัยให้คนธรรมดาอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย กระชับได้ใจความ ว่าทำงานวิจัยอะไรเพื่ออะไร
  7. บทความวิจัยต้องมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งเรื่อง และเน้นสาระสำคัญที่โดดเด่นที่ต้องการเสนอให้ผู้อ่านทราบ

NameSizeHits
NameSizeHits
การบูรณาการการจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาการกับ STEM เพื่อเป็นแนวในการจัดการเรียนการสอน356.1 KiB85
เทคนิคการเขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่อยู่ในฐาน Q1, Q2222.1 KiB140

 

Print Friendly, PDF & Email

ใส่ความเห็น

Your email address will not be published.


*