การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศร่วมกับแบบจำลอง Morgan - Morgan - Finney เพื่อการคาดการณ์อัตราการชะล้างพังทลายดินในพื้นที่ลุ่มน้ำภูเขา

Komsan Kiriwongwattana

Abstract


การศึกษาครั้งนี้ได้ประยุกต์แบบจำลอง Morgan-Morgan-Finney (MMF) ร่วมกับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อประเมินการชะล้างพังทลายดินในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยห้วยบ้านบ่อ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลาดชันและมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและสิ่งปกคลุมดินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับการส่งเสริมการท่องเที่ยว การศึกษาครั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 5 TM บันทึกภาพเมื่อปี พ.ศ. 2558 มาทำการจำแนกพื้นที่เพื่อสร้างชั้นข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปกคลุมดิน ใช้แบบจำลองความสูงเชิงเลข SRTM รายละเอียด 30 X 30 เมตร เพื่อสร้างชั้นข้อมูลความลาดชัน ใช้แผนที่กลุ่มชุดดินจากกรมพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างชั้นข้อมูลทางปฐพีวิทยา ใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 30 ปี บริเวณสถานีสวนผึ้ง ของกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อสร้างชั้นข้อมูลลักษณะของฝนในพื้นที่ศึกษา จากนั้นนำเข้าชั้นข้อมูลที่เตรียมไว้เพื่อทำการคาดการณ์อัตราชะล้างพังทลายดินในพื้นที่ลุ่มน้ำด้วยแบบจำลอง MMF

จากการศึกษาพบว่า พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยหัวยบ้านบ่อ มีปริมาณพลังงานที่เกิดจากเการตกกระทบของฝนเฉลี่ย 1.75 จูลต่อตารางเมตร (0-4.67 จูลต่อตารางเมตร) และมีปริมาณตะกอนที่เกิดจากการตกกระทบของฝนเฉลี่ย 1.04 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (0 -3.78 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) นอกจากนี้พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบ้านบ่อมีปริมาณน้ำไหลบ่าหน้าดินเฉลี่ย 222.66  มิลลิเมตร (11.27 -1136.31 มิลลิเมตร) และมีปริมาณตะกอนที่เกิดจากน้ำไหลบ่าหน้าดินเฉลี่ย 0.34 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (0 - 27.07 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) โดยรวมพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบ้านบ่อมีปริมาณตะกอนที่เกิดจากการตกกระทบของฝนและน้ำไหลบ่าหน้าดินเฉลี่ย 1.16 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี (0 - 23.37 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี) ส่วนอัตราการเคลื่อนย้ายตะกอนด้วยน้ำไหลบ่าหน้าดินเฉลี่ย 10.25 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี (0-84.89 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี) จากการเปรียบเทียบปริมาณตะกอนที่เกิดในพื้นที่ลุ่มน้ำกับความสามารถในการเคลื่อนย้ายตะกอนพบว่าปริมาณตะกอนที่เกิดในพื้นที่ลุ่มน้ำมีน้อยกว่าความสามารถในการเคลื่อนย้ายตะกอน ดังนั้นอัตราการชะล้างพังทลายดินเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบ้านบ่อจึงเท่ากับ 1.16 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี จากนั้นนำอัตราการชะล้างพังทลายดินที่คาดการณ์ได้มาจำแนกระดับความรุนแรงของอัตราการชะล้างพังทลายดินตามเกณฑ์มาตราฐานของกรมพัฒนาที่ดินพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่มีการ  ชะล้างพังทลายดินในระดับน้อยมาก ซึ่งมีพื้นที่ 71,944.88 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 95.72 ของพื้นที่ลุ่มน้ำ รองลงมาเป็นพื้นที่การชะล้างพังทลายดิรปานกลาง ซึ่งมีเนื้อที่ 2634.19 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 3.50 ของพืนที่ลุ่มน้ำ และมีพื้นที่การชะล้างพังทลายดินน้อยและพื้นที่ชะล้างดินมาก ซึ่งมีเนื้อที่ 476.44 และ 108 ไร่ คิดเป็นร้อยละ  0.63 และ 0.14 ตามลำดับ โดยพื้นที่ที่มีอัตราการชะล้างพังทลายดินน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้ ในขณะที่พื้นที่ที่มีอัตราการชะล้างพังทลายดินปานกลาง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมบนพื้นที่ที่มีความลาดชัน จึงสามารถสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงพื้นที่จากพื้นที่ป่าไม้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความลาดชันส่งผลให้อัตราการชะล้างพังทลายดินเพิ่มขึ้น


Keywords


ภูมิสารสนเทศ แบบจำลอง Morgan-Morgan-Finney การชะล้างพังทลายดิน พื้นที่ลุ่มน้ำภูเขา

Full Text:

PDF

Refbacks



SCIENCE  AND  TECHNOLOGY  RMUTT  JOURNAL
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
Faculty of Science and Technology
http://www.sci.rmutt.ac.th/stj